มาช่วยกันแก้วิกฤตของการศึกษาไทยกันอีกแรง

รักการอ่าน เป็นกิจกรรมที่กระทรวงพยายามส่งเสริมเพื่อให้เด็กไทย (ความจริงผู้ใหญ่ก็ด้วย) ให้หันมาสนใจอ่านหนังสือ (ความจริงแล้ว ครอบคลุมแหล่งข้อมูลต่างๆ เช่น เว็บด้วย) กันมากขึ้น จากเดิมที่มีสถิติเมื่อนานมาแล้วว่า “โดยเฉลี่ย คนไทยอ่านหนังสือปีละไม่กี่บรรทัด” ขออภัยผมจำตัวเลขแน่นอนไม่ได้ เพราะมันนานหลายปีแล้ว

ความจริงแล้วกิจกรรม รักการอ่าน ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ก็เหมือนกับเรื่องจิตอาสา ที่โรงเรียนมักจะทำให้มันกลายเป็นเรื่องไม่ดี ตรงที่ใช้มาตรการบังคับมากกว่าการกระตุ้นเชิงบวก ผมยังจำได้ว่า ทั้งผมและภรรยาเคยอ่านหนังสือกับลูกหลายๆ เล่ม เพื่อทำรายงานรักการอ่าน หนังสือหลายเล่มที่เราเลือกมาอ่านก็น่าสนใจ เราพยายามเขียนสรุปสิ่งที่อ่าน เพื่อหวังว่า คนที่อ่านสรุปของเรา จะรู้สึกอยากอ่านบ้าง

ประเด็นมันอยู่ตรงนี้แหล่ะครับ

เพราะหลังจากที่อ่านหนังสือกัน 40 เล่ม ทำบันทึกสรุปสาระสำคัญ แล้วส่งมอบบันทึกรักการอ่านให้โรงเรียน เราไม่รู้ว่า “พวกเขาเอามันไปดองไว้ที่ไหน”

ตกลงแล้ว กระบวนการรักอ่าน คือ การกำหนดให้นักเรียนต้องอ่าน แล้วสรุปย่อไว้เพื่อนำไปเก็บหรือ? นี่กำลังจะถึงช่วงเวลาของกิจกรรม รักการอ่าน อีกแล้ว ผมจึงอยากจะแนะนำว่า ควรทำอย่างไร

ลองดูที่เว็บไซต์ www.60secondrecap.com แนวคิดเขาตรงกับที่ผมคิดอยู่เหมือนกัน คือ แทนที่จะอ่านแล้วรู้อยู่คนเดียว ทำไมไม่เอาสรุปนั้น เผยแพร่ออกไปให้คนอื่นๆ ได้อ่านด้วย ซึ่งทางหนึ่งคือ เผยแพร่ผ่านเว็บ อย่างในเว็บนี้ เขาสรุปหนังสือ 1 เล่มให้เราฟังภายใน 60 วินาที โดยถ่ายเป็นวิดีโอ ความคิดนี้ดีมาก ตรงที่ เหมาะกับคนที่ไม่ชอบอ่าน แต่ชอบดู รวมทั้งคนแก่ และคนที่พิการทางสายตาด้วย

ลองนึกดูว่า เด็ก 1 คนอ่านหนังสือ 40 เล่มพร้อมสรุป เด็กประมาณ 900 คนใน 1 ชั้นปี ก็เท่ากับสรุปหนังสือ 36,000 เล่ม ดูเหมือนว่า คนที่มองข้ามเรื่องนี้จะตกเลข หรือไม่ก็ไม่สามารถรับรู้ความแตกต่างระหว่าง 1 กับ 36,000 ว่ามันต่างกันขนาดไหน

หวังว่า กิจกรรมรักการอ่านปีนี้ เราจะได้เห็นการรวบรวมเนื้อหาสรุปของหนังสือนับแสนเล่ม บนเว็บไซต์ใด สักแห่งหนึ่ง

จุดสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ที่ผมห่วงก็คือ บทสรุปจากการอ่าน จะมีคุณภาพแค่ไหน มันจะเป็นขยะหรือเพชร ก็ขึ้นอยู่กับว่า นักเรียนรู้จักเขียนสรุปไหม การเขียนสรุปสิ่งที่อ่านมา มันดูเหมือนง่าย แต่ความจริงแล้วไม่ง่ายนัก ครูมีสอนไว้หรือเปล่า อันนี้ผมก็ไม่ทราบ คงต้องมาดูผลงานกัน (ถ้ามี)

Comments on: "“รักการอ่าน” แบบใหม่" (4)

  1. ณรงค์พร เหล่าศรีสิน said:

    คุณอนุรักษ์ โคสาดี ให้ความเห็นใน Facebook ของผมว่า
    “ปีก่อนๆๆนู้น เฉลี่ยคนละ 4 บรรทัดค่ะ แต่ล่าสุดผลการสำรวจ เค้าบอกว่าประมาณ 2 บรรทัด น่าตกใจ thailand only”

    ตกลงลดลงเหรอเนี่ย ชักสงสัยแล้วว่า เขาวัดผลอย่างไร มันมีอะไรพลาดตรงไหนหรือเปล่า

  2. ครูมีใว้ทำผลงานครับ
    สงสารเด็กๆแถวบ้าน

  3. สุรพัฒณ์ วิเศษพจนกิจ said:

    เป็นอีกหนึ่งเว็บที่น่าสนใจดีครับ น่าเสียดายยังไม่มี Recap หนังสือภาษาไทยเลย

    มีอีกหนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจครับ มีผู้หลักผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยให้ข้อมูลไว้ว่า เด็กๆ สมัยนี้อ่านหนังสือน้อยก็จริงอยู่ แต่อ่านข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตกันอย่างมาก ซึ่งไม่แน่ใจเหมือนกันว่าข้อมูลที่อ่านในอินเตอร์เน็ต จะแบ่งสัดส่วนเป็นสาระ หรือบันเทิงอย่างละกี่เปอร์เซ็นต์

    ดังนั้นการประเมินเด็กๆ จากการอ่านหนังสือแบบเล่มกระดาษ อาจะไม่เข้ายุคเข้าสมัยแล้วครับ

  4. ข้อสังเกตุจากกิจกรรมนี้
    1. ในรายงานสรุปต้องมีข้อมูล ชื่อหนังสือ ผู้แต่ง สำนักพิมพ์ วันที่พิมพ์ ถ้าไม่มีถือว่ารายงานไม่สมบูรณ์ ( มีสำนักพิมพ์ ทำรายงานสรุปแจกฟรี ให้นักเรียนนำไปกรอก แล้วส่งคืนคุณครู) เพราะฉะนั้นใช้ข้อมูลใน INTERNET ไม่ได้
    2. เกณฑ์การวัดใช้จำนวนเรื่องเป็นหลัก เช่น ต้อง 10 เรื่อง เรื่องละหน้าก็ได้ แต่เรื่องเดียว 50 หน้าไม่ได้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Tag Cloud

%d bloggers like this: