มาช่วยกันแก้วิกฤตของการศึกษาไทยกันอีกแรง

หลังจากที่ได้มีโอกาสที่ผมได้สนทนากับหลายคน หลายกลุ่มที่เห็นว่าการศึกษาไทยเข้าขั้นวิกฤต ทำให้ผมเริ่มรับรู้ว่า คนเหล่านั้นรับรู้ปัญหาว่าเกิดจากอะไรบ้าง แต่ก็รู้ว่าแก้ยาก ผมจึงชักชวนว่าเราควรแก้ปัญหาด้วยวิธีใหม่ และเริ่มลงมือคิด และทำอะไรสักอย่างก็ได้ก่อน ดีกว่าปล่อยให้ไม่มีการทำอะไร

สิ่งที่รับทราบมา ก็คือ หลายๆ คนเริ่มคิด เริ่มทำไปแล้ว ความที่ต่างคนต่างคิดต่างทำ มันก็ทำให้ไม่ได้ทำอะไรที่เหมือนกัน ผมว่า มันก็เป็นสิ่งดี ขอเพียงเรามาแชร์กันว่า ใครทำอะไรอยู่ อย่างเช่น ผมกำลังทำเรื่องสื่อ และแนวทางกาเรียนรู้แบบใหม่ การใช้ไอทีเื่พื่อการเรียนรู้ เช่น iPad, อีกกลุ่มหนึ่งก็กำลังดูเรื่อง moodle ซึ่งเป็นระบบจัดการสื่อและคอนเท็นต์ อีกกลุ่มก็ดูเรื่องการประเมินผล ในขณะที่อีกคน ก็ศึกษาเพื่อคัดกรองเด็กให้เรียนตรงกับความสามารถของตน เป็นต้น

ผมได้แชร์แนวคิดหนึ่งให้พวกเขาฟังว่า การเรียนในตอนนี้ สอนแยกวิชากัน ทำให้นักเรียนไม่รู้ว่า สุดท้ายจะเอามาใช้รวมกันได้อย่างไร ในความคิดผม คือ เราต้องเอาคนที่เขามีความรู้ หรือมีประสบการณ์ในการนำความรู้ไปใช้จริงมาถ่ายทอดให้ฟัง เช่น ตัวผมเองเคยทำงานเป็นวิศวกรโรงงานในแผนก QC ที่นั่นแหล่ะเป็นที่ที่ทำให้ผมรู้ว่า วิชาสถิติที่เคยเรียนมานั้น มีประโยชน์มากเพียงใด ไอ้ที่เรียนเรื่องทอดลูกเต๋า หยิบลูกบอลสีต่างๆ เคยเอามาใช้ประโยชน์ที่ไหนกันล่ะ จริงไหม ในขณะที่ความเป็นจริง การสุ่มตัวอย่างสินค้าเพื่อตรวจสอบของเสีย การสำรวจตลาด (market survey) กลับเป็นงานที่ทำในชีวิตจริงมากกว่า

นอกจาก ไอเดียที่นำการใช้งานจริงมาสอนแล้ว เราจะต้องมีการทดลองด้วย ซึ่งการทดลองนั้น ไม่ได้หมายความว่าเด็กๆ จะต้องไปลงมือทำอย่างเดียว บางอย่างเราอาจใช้คอมพิวเตอร์ช่วยทดลองได้ เพราะสิ่งที่ต้องการ คือ ผลการทดลองมากกว่า บ้านเราอาจเน้นการทำการทดลอง ซึ่งบางอย่างก็เซตอัพนาน คำนวนผลได้ยาก ทำให้การเรียนสะดุดเพราะกว่าจะรู้ผลก็หมดเวลา ความจริงแล้ว หากทดลองได้ง่าย เร็ว จะได้ทดลองได้หลายครัง้ ปรับเปลี่ยนอะไรต่างๆ อย่างที่นักเรียนคิดได้ นั่นต่างหาก เป็นการกระตุ้นการเรียนรู้ที่แท้จริง

อย่างเรื่องสถิตินี้ แทนที่ผมจะให้นักเรียนทดลอง โดยการเอาลุกบอลสีหนึ่งแทนของเสีย แล้วใส่คละกับลูกบอลสีอื่นที่แทนของดี แล้วให้นักเรียนสุ่มหยิบขึ้นมา บอกตามตรงว่า มันช้า และไม่ได้เรียนในสิ่งที่เด็กควรจะเรียน ผมเปลี่ยนมาใช้โปรแกรมง่ายๆ อย่าง Excel ทำเป็นการทดลองแบบจำลอง (Simulation) โดยให้ excel สุ่มหยิบสินค้ามาตรวจ 100 ครั้งภายในเวลาไม่ถึง 1 นาที แล้วให้นักเรียนดูผลการทดลอง ตีความ คิดว่าได้อะไรจากการทดลอง รวมทั้งถามนักเรียนต่อว่า อยากจะทดลองอย่างไรต่อ เพราะว่า เราทดลองได้เร็วมาก ลองเปลี่ยนจำนวนที่สุ่มไหม ลองเพิ่ม-ลดจำนวนของเสียไหม ทุกอย่างคิดและทำได้ เพราะการทดลองทำได้รวดเร็ว

ลองนึกภาพดูว่่า หากครูทดลองแบบเก่า กว่าจะทดลองได้เป็น 100 ครั้ง เผลอๆ หมดคาบสอนก็ยังไม่เสร็จเลย ทั้งนักเรียนและครูเบื่อเสียก่อนจะได้เรียนรู้อย่างเข้าใจ และที่สำคัญ วิชาสถิตินั้น เรียนแบบนึกภาพตามอย่างเดียวไม่เวิร์กแน่นอน มันต้องทดลองสุ่มจริง ให้เห็นว่าข้อมูลจริงกับทฤษฎีมันไม่ได้เป๊ะ ก็เพราะมันเป็นเรื่องของความน่าจะเป็นไง มันต่างจากสาระอื่นๆ ที่เป๊ะๆ

เมื่อมีการทดลองแล้ว นักเรียนได้เรียนรู้จากผลการทดลอง ก็ถึงเวลาที่จะจับทฤษฎีกับผลการทดลองมาวิเคราะห์กับว่า ตกลงมันเป็นไปตามนั้นไหม เพราะอะไร หากอยากย้อนกลับไปทดลองเพิ่มเติมก็ทำได้ อย่างนี้ก็จะเรียนรู้ได้ครบทั้ง ทฤษฏี ทดลอง และของจริง ภายในเวลาอันสั้น

หากสนใจไฟล์ excel ที่ว่า ขอเวลาผมหน่อย อยากปรับให้ง่ายและอัตโนมัติมากกว่านี้ เพื่อจะได้ใช้งานได้ง่ายๆ แต่ผมเอาผลการทดลองบางอย่างมาให้ดูก่อน เป็นน้ำจิ้ม

ผมทดลองเอาของเสีย 5 ชิ้นใส่รวมในสินค้า 100 ชิ้น แล้วทดลองสุ่มมา 20 ชิ้นเพื่อดูว่าเจอของเสียไหม เพราะมีของเสีย 5% หยิบมา 20 ชิ้นน่าจะเจอ 1 ชิ้นใช่ไหม

ความจริงเป็นแบบนั้นหรือเปล่า มาดูผลการให้ Excel สุ่มหยิบ 20 ชิ้น จำนวน 20 ครั้ง ผลเป็นดังนี้
0, 0, 0, 0, 0, 0, 0, 1, 1, 1, 1, 1, 1, 1, 1, 1, 1, 2, 2, 3
จะเห็นว่าหยิบมา 20 ชิ้นแล้วไม่เจอของเสียเลย มีตั้ง 7 ครั้งแน่ะ
หยิบเจอของเสีย 1 ชิ้น 10 ครั้ง
หยิบเจอของเสีย 2 ชิ้น 2 ครั้ง
หยิบเจอของเสีย 3 ชิ้น 1 ครั้ง

พอเห็นผลการทดลองออกมาอย่างนี้ ความคิดแว๊บแรกเลย คือ เราสุ่มแค่ 20 ชิ้นสงสัยน้อยไป ต้องสุ่มเพิ่ม (ความคิดแบบนี้ น่าจะเกิดกับนักเรียนเช่นกัน ซึ่งนี่แหล่ะ คือ ประเด็นแห่งความสำเร็จ การกระตุ้นให้นักเรียนได้คิด คิดในทางที่ควรจะเป็น)

ผมตัดสินใจสุ่มหยิบเพิ่ม ซึ่งในสมองผมก็แบ่งเป็น 2 ฝั่ง คือ ฝั่งหนึ่งบอกให้สุ่มไปเลย 40 ชิ้น อีกฝั่งที่เคยเป็นวิศวกรโรงงานบอกว่า ลองเพิ่มอีก 5 เป็น 25 เผื่อว่าเราจะได้ไม่ต้องสุ่มมากเกิน สิ้นเปลืองแรงงาน เวลา ค่าใช้จ่ายโดยใช่เหตุ

ผมลองสุ่มเป็น 25 ชิ้นต่อครั้ง ทดลองอีก 20 ครั้ง ไม่ถึงนาทีก็ได้ผลดังนี้
0, 0, 0, 0, 1, 1, 1, 1, 1, 2, 2, 2, 2, 2, 2, 2, 2, 2, 2, 4
จะเห็นว่าสุ่มแล้วไม่เจออะไรลดลงไปตั้งครึ่ง เมื่อสุ่มเพิ่มแค่ 5

สำหรับคนที่ทนอ่านมาถึงตรงนี้ คงอยากจะรู้แล้วซิว่า ต้องสุ่มเท่าไหร่ดี ผมขอให้รางวัลที่คุณทนอ่านโพสต์นี้มาจนใกล้จบ ผมทดลองต่อ โดยสุ่มหยิบอีก 30 และ 35 ชิ้น
สุ่ม 30 ชิ้น ผลเป็นดังนี้
0, 1, 1, 1, 1, 1, 1, 1, 2, 2, 2, 2, 2, 2, 2, 2, 3, 3, 3, 4
จะเห็นว่าสุ่มแล้วไม่เจอของเสียเลย มีแค่ครั้งเดียว เดาเลยว่า หากสุ่ม 35 ชิ้น น่าจะเจอของเสียทุกครั้งแน่ๆ

สุ่ม 35 ชิ้น ผลเป็นดังนี้
0, 0, 1, 1, 1, 1, 1, 2, 2, 2, 2, 2, 2, 2, 3, 3, 3, 3, 3, 4
ไหง เป็นอย่างนี้ล่ะ

พอผมทดลองมาถึงตรงนี้ มันซะใจเสียจริงๆ เพราะผมก็ลืมไปว่า นี่มันวิชาสถิตินะ มีความไม่แน่นอน มีเพียงความน่าจะเป็น ธรรมชาติมีวิธีสอนเราให้รู้ซึ้งถึงสัจธรรมได้ดีจริงๆ

หากยังมีใครยังคาใจว่า น่าจะสุ่ม 40 ชิ้น หรือทดลองสุ่มสัก 100 ครั้ง ผมบอกได้เลยว่า ทำได้ หากใช้โปรแกรมมาทำให้ สำหรับผม นี่ถือเป็นการทดลองที่สนุก ได้ความรู้ และอยากทดลองต่อจริงๆ

Comments on: "สถิติสำหรับนักเรียน ต้องสอนแบบทดลองและเรื่องที่ใช้จริง" (2)

  1. เยี่ยมครััับได้ความรู้ใหม่จริงๆ

    แล้วเราจะทำอย่างไรให้คนที่มีประสบการณ์ในการนำเอาวิชาที่ได้เรียนไปใช้ประโยชน์จริง ให้เขามาสอนนักเรียนได้อย่างไร? หรืออย่างน้อยให้ผู้ที่มีประสบการณ์เหล่านั้นช่วยร่างหลักสูตรการเรียน โดยมีบอกประวัติย่อพร้อมภาพประกอบของบุุคคลผู้นั้น หรือมีการแจ้งอีเมล์ของบุุคคลผู้นั้นไว้ด้วย (เผื่อว่านักเรียนจะมีการสอบถามปัญหาเพิ่มเติม) เพื่อให่นักเรียนเิกิดความเชื่อถือว่าบุคคลที่อ้างอิงมานี้มีตัวตนจริง และวิชาที่ได้เรียนไปได้นำมาใช้ประโยชน์จริง ตัวอย่างเช่น

    ***************************************************************************************************************************
    นาย A ทำงานในโรงงานแห่งหนึ่งในตำแห่งวิศวกรประจำแผนก QC ซึ่งทำหน้าที่ในการตรวจสอบคุณภาพสินค้าที่ทางโรงงานผลิตขึ้นมา ซึ่งเขาได้นำความรู้จากวิชาสถิติ และวิชาคณิตศาสตร์ที่เกี่ยวกับเรื่องความน่าจะเป็นไปประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ได้งานที่ทำได้ดังนี้
    ***************************************************************************************************************************

    อีกประเด็นหนึ่งคือเราจะกระตุ้นให้คุณครูสร้างสรรค์วิธีการสอนใหม่ๆ ที่ทำให้นักเรียนประโยชน์ของวิชาที่เรียนได้อย่างไร? (เนื่องจากนักเรียนบางส่วนเห็นว่าวิชาที่เรียนนอกจากจะยากแล้ว ยังไม่เป็นประโยชน์สำหรับการใช้ชีวิต)

  2. สุรพัฒณ์ วิเศษพจนกิจ said:

    เยี่ยมครััับได้ความรู้ใหม่จริงๆ

    แล้วเราจะทำอย่างไรให้คนที่มีประสบการณ์ในการนำเอาวิชาที่ได้เรียนไปใช้ประโยชน์จริง ให้เขามาสอนนักเรียนได้อย่างไร? หรืออย่างน้อยให้ผู้ที่มีประสบการณ์เหล่านั้นช่วยร่างหลักสูตรการเรียน โดยมีบอกประวัติย่อพร้อมภาพประกอบของบุุคคลผู้นั้น หรือมีการแจ้งอีเมล์ของบุุคคลผู้นั้นไว้ด้วย (เผื่อว่านักเรียนจะมีการสอบถามปัญหาเพิ่มเติม) เพื่อให่นักเรียนเิกิดความเชื่อถือว่าบุคคลที่อ้างอิงมานี้มีตัวตนจริง และวิชาที่ได้เรียนไปได้นำมาใช้ประโยชน์จริง ตัวอย่างเช่น

    ***************************************************************************************************************************
    นาย A ทำงานในโรงงานแห่งหนึ่งในตำแห่งวิศวกรประจำแผนก QC ซึ่งทำหน้าที่ในการตรวจสอบคุณภาพสินค้าที่ทางโรงงานผลิตขึ้นมา ซึ่งเขาได้นำความรู้จากวิชาสถิติ และวิชาคณิตศาสตร์ที่เกี่ยวกับเรื่องความน่าจะเป็นไปประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ได้งานที่ทำได้ดังนี้
    ***************************************************************************************************************************

    อีกประเด็นหนึ่งคือเราจะกระตุ้นให้คุณครูสร้างสรรค์วิธีการสอนใหม่ๆ ที่ทำให้นักเรียนประโยชน์ของวิชาที่เรียนได้อย่างไร? (เนื่องจากนักเรียนบางส่วนเห็นว่าวิชาที่เรียนนอกจากจะยากแล้ว ยังไม่เป็นประโยชน์สำหรับการใช้ชีวิต)

    ***************************************************************************************************************************

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Tag Cloud

%d bloggers like this: