มาช่วยกันแก้วิกฤตของการศึกษาไทยกันอีกแรง

ปีนี้ผมได้ยินคำว่าจิตอาสาผ่านทางสื่อต่างๆ มากกว่าปีก่อนๆ แต่ก่อนหน้านี้หลายปี ผมก็ได้มีโอกาสรู้เกี่ยวกับจิตอาสาผ่านทางนักเรียนที่ต้องทำกิจกรรมจิตอาสาตามที่โรงเรียนกำหนด ความจริงแล้วเรื่องจิตอาสาเป็นเรื่องดีที่ควรจะปลูกฝังให้เยาวชน (ความจริงแล้ว ฝังไว้ในใจคนทุกรุ่นเลยยิ่งดี) แต่มันดันมีบางเรื่องที่หล่นหายไป

ปัจจุบัน มีพ่อแม่ และนักเรียน ส่วนหนึ่งมองว่า กิจกรรมจิตอาสาที่โรงเรียนกำหนด มันเป็นภาระ มากกว่าเป็นสิ่งที่ควรทำ ทั้งนี้เพราะ ครูกำหนดหลักเกณฑ์มากเกินไป ทำไปแล้วมีมาบอกว่า ใช้ไม่ได้ บางกรณีก็ใช้ไม่ได้จริงๆ แต่บางกรณีก็เกิดจากความคาดหมายของครูที่สูงเกิน หรือเปรียบเทียบว่า ทำไมไม่ทำตามคนโน่น เป็นต้น

มีใครบอกนักเรียนไหมว่า ที่เหนื่อยทำไปนั้น เป็นจิตอาสาอย่างไร ทำแล้วจะเกิดผลดีอย่างไร หรือทำให้มันเสร็จๆ เช่น มีอยู่ครั้งหนึ่ง นักเรียนไปช่วยไปกันทำความสะอาดวัดใกล้โรงเรียน เล่นเอาเหนื่อย เพราะบริเวณวัดกว้าง แถมสกปรกด้วย พอทำเสร็จ ก็ถามนักเรียนว่าเป็นไงบ้าง คำตอบคือ “เหนื่อย” เลยถามต่อว่า ทำจนเสร็จแล้วรู้สึกดีไหม ดีแค่ไหน คงเดาออกว่า นักเรียนไม่ได้รู้สึกดีมากขนาดที่ควรจะเป็น

ผมเลยตั้งคำถามว่า สภาพวัดก่อนที่เราจะทำความสะอาด มันเป็นอย่างไร ยังจำได้ไหม สกปรกแค่ไหน มีใบไม้ มีถุงพลาสติก มีขี้หมาหลายกอง เหม็นเลย เราคิดว่า คนที่มาวัด แล้วเจอสภาพแบบนี้จะรู้สึกอย่างไร อยากจะมาวัดไหม? แต่พอเรามาทำความสะอาด ขยะกองใหญ่กับหยาดเหงื่อ ทำให้สภาพแวดล้อมดูดีขึ้นมา ถึงคนที่แวะเวียนไปมา จะไม่รู้ว่า เราเป็นคนทำความสะอาด แต่เขาก็จะไม่รู้สึกว่าวัดนี้ไม่น่ามา เราไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่สิ่งเราทำ เกิดผลดีกับวัดกับชุมชนด้วย อย่าดูถูกการทำดีของตัวเองว่าเพียงการกวาดทำความสะอาด

สิ่งที่ตกหล่นสุดท้าย คือ ครูและโรงเรียนเองไม่รู้คุณค่าของจิตอาสาที่นักเรียนทำ และไม่รู้จักกระตุ้นให้ทำต่อ ผมจะยกตัวอย่าง ผอ บรรจง ปัทมาลัย โรงเรียนเชียงกลมวิทยา จ.เลย ซึ่งเรามีโอกาสพูดคุยกันผ่านบล็อก ผมได้ให้ไอเดียไปว่า เราจะนำ ICT ไปใช้ทำความดีได้อย่างไร ท่าน ผอ. ท่านก็คิดได้ไว ลงมือไว วันรุ่งขึ้นประกาศหน้าเสาธงเลยว่า วันนี้ให้นักเรียนกลับไปทำความดี แล้วอีเมล์หรือ SMS มาให้ ผอ. ได้ทราบ ท่าน ผอ. เขียนมาเล่าให้ผมฟังว่า

มีนักเรียน SMS มาหา ผอ. ว่าพวกเขาทำความดีอะไรไปบ้าง วันรุ่งขึ้น ผอ. ก็อ่าน SMS ให้ฟังหน้าเสาธง วันต่อๆ มา เด็กๆ ก็ยังทำความดี และ SMS กันต่อ ถือเป็นความคิดที่ดีมากๆ ในการใช้เทคโนโลยีทำความดี และเป็นวิธีการที่ฉลาดที่แสดงให้เห็นว่า แม้แต่ ผอ. โรงเรียนก็ยัง recognize ความดีเล็กๆ ของเด็กๆ ถ้าเราเป็นเด็กเหล่านั้น เราก็คงปลื้มกับการทำดี และอยากทำดีต่อ

ย้อนกลับมาดูโรงเรียนใกล้ตัว สิ่งดีๆ ที่นักเรียนทำ ถูกตีค่าเพียงคะแนนว่าผ่าน/ไม่ผ่านเท่านั้น ความดี ถูกเก็บเข้าลิ้นชัก ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใคร recognize ถือว่า เป็นการตกม้าตายอย่างแท้จริง !!

Comments on: "ความล้บของกิจกรรมจิตอาสาในโรงเรียน" (4)

  1. ณรงค์พร เหล่าศรีสิน said:

    ขอนำ comment จาก Facebook มาลงไว้ตรงนี้ด้วยนะครับ

    จากคุณ Thananda
    กำลังอึดอัดกับจิตอาสาแบบภาคบังคับอยู่พอดีค่ะ อยากให้เด็กๆ ได้ทำจิตอาสาแบบครบวงจร คือตั้งแต่เริ่มคิดว่าอยากทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ตลอดจนทำแล้วรู้สึกยังไง ผปค. เป็นผู้คอยช่วยสนับสนุน แต่ตอนนี้ความห่วงว่าลูกจะไม่ผ่าน ผปค.เลยออกหน้าอย่างมาก จนกลายเป็นทำแบบเฮละโล สาระพา ทำเพื่อเอาลายเซ็นต์ ทำเพื่อให้ผ่าน ทำเพื่อให้เสร็จ สถานที่ที่เด็กๆ ไปขอทำ ก็เริ่มเกร็งๆ กับงาน จิตอาสาของเด็กๆ (หรือเปล่า) ได้เจอมุมสะท้อนจากที่พาเด็กๆ ไปทำว่าไม่ได้หวังผลงานจากที่เด็กมาอาสามากนัก (เช่นทำความสะอาดก็ไม่ได้สะอาด) และไม่คิดว่าเด็กจะได้อะไร เพราะมาก็เล่น ก็คุยกัน โดยเฉพาะการไปเป็นกลุ่มใหญ่ๆ กำลังจะทดลองทำจิตอาสาให้มีสาระกับคนเล็กอยู่ หวังว่าคงจะได้อะไรขึ้นมาบ้าง

    • ณรงค์พร เหล่าศรีสิน said:

      น่าสนใจมากเลยครับ สำหรับไอเดียที่ว่า จิตอาสาครบวงจร เพราะมันเกิดจากตัวเด็กเอง และไม่ไ้ด้มีเรื่องของคะแนนหรือเป็นการล่าลายเซ็นต์ หากลองแล้วได้ผลเป็นอย่างไร จะนำมาเล่าสู่กันฟังอีกทีครับ

  2. ณรงค์พร เหล่าศรีสิน said:

    ศุภกิจ wrote:
    “จิตอาสา หรือว่าจิตสาธารณผมว่ามันก็น่าจะไปกันได้ ปลูกฝังกันไว้ก็ไม่เสียหลาย แต่อย่าสอนให้เด็กรู้จักแต่การให้สิ่งของ หรือให้ปัจจัยเป็นทานอันนั้นถือว่าไม่ใช่…เพราะนั่นเป็นการทำบุญเสียมากกว่า ซึ่งเด็กส่วนใหญ่จะเข้าใจผิดคิดว่าการบริจาคก็คือการทำงานทางด้านจิตอาสาแล้ว จริง ๆแล้วมันต้องลงมือทำด้วย ทำด้วยใจที่ปรารถนาดีที่จะทำ ทำเพื่ออยากจะให้เกิดประโยชน์สูงสุดเกิดขึ้นมาในชุมชน หรือสังคมนั้นๆ ครับผม”

  3. สุรพัฒณ์ วิเศษพจนกิจ said:

    กิจกกรมจิตอาสาต้องเกิดจากแรงขับเคลื่อนภายในของผู้ประกอบกิจกรรมเองครับ การทำกิจกรรมเพราะโดนกรอบบางอย่างบีบบังคับ ไม่น่าจะเรียกได้ว่าจิตอาสา อีกประเด็นหนึ่งคือเด็กๆ มีคุณวุฒิมากพอที่จะหนักรู้ถึงคุณประโยชน์ในการทำความดีเพื่อผู้อื่นหรือไม่้ ถ้าวิธีการสั่งสอนของผู้ปกครองรวมทั้งสถานศึกษายังไม่สามารถทำให้เกิดการตระหนักรู้ขึ้นในเด็กได้ ผมว่าการผลักด้นให้เด็กทำกิจกรรมทำนองนี้เป็นเรื่องเปล่าโยชน์ที่สุดครับ ให้เด็กเอาเวลาไปติวหนังสือดีกว่า

    ขออภัยครับที่แสดงความคิดเห็นแรงนิดนึง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Tag Cloud

%d bloggers like this: