มาช่วยกันแก้วิกฤตของการศึกษาไทยกันอีกแรง

ผมไปเจอหนังสือชื่อ Math Girls ในเว็บโดยบังเอิญ ในตอนแรกก็สงสัยมากว่า เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ผู้เขียนจะยัดเยียดคณิตศาสตร์ลงในนิยายรักกระนั้นหรือ?

แต่พอได้ลองอ่านแค่บทที่ 1 ได้ 6 หน้า ผมก็นึกในใจว่า คนเขียน ซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่นคนนี้ ไม่ได้เพียงเขียนนิยาย แต่เขาใส่จังหวะ และลูกเล่นในการอธิบาย Math ลงไปด้วย

ลองอ่านจากที่เรียบเรียงแบบสุกี้ (ลวกๆ ) ดูนะครับ (เนื่องจากมีคนบอกให้ช่วยแปลให้ฟัง)

————–

นักเรียนชายไฮสคูลโดดเรียนมาชมนก ชมไม้ แล้วระหว่างใจลอยไป ก็ได้ยินเสียงนักเรียนหญิงคนหนึ่ง
“1-1-2-3″

พอหันไปมอง เธอก็ชี้นิ้วมาที่ฉัน
ฉันหันไปรอบๆ ไม่มีใครอื่น
“ง่ายมาก ตัวเลขถัดไป ก็ 5 ไง แล้วก็ 8, 13, 21 ….”

ยังไม่ทันที่เด็กชายจะพูดต่อ เธอยกมือให้หยุด แล้วท้าทายด้วยตัวเลขชุดใหม่
“1-4-27-256″

“ฉันว่าต้องเป็น 3125 ต่อจากนั้น ฉันคิดในใจไม่ได้”

“1-4-27-256-3125-46656″

เสียงเธอชัด และมั่นใจ
ฉันไม่เคยเจอผู้หญิงคนไหนเป็นแบบเธอเลย จนฉันไม่อาจละสายตาจากเธอได้ ซึ่งก็คงไม่ได้ เพราะ

“6-15-35-77″
ตัวเลข 4 ตัวอีกแล้ว แต่ครั้งนี้ รูปแบบตัวเลขดูแปลกๆ 2 ตัวแรกมี 3 เป็นตัวประกอบ แต่ 35 ไม่ใช่ เพราะ 2 ตัวหลังมี 7 เป็นตัวประกอบ
ฉันมองไปที่เธอ เธอยังยืนนิ่งรอคำตอบอยู่ใต้ต้นเชอร์รี่ แม้ใบไม้จะหล่นลงบนผมของเธอ เธอก็ยังนิ่ง ไม่แม้แต่จะปัดมันออก
ความนิ่งของเธอทำให้ฉันรู้สึกเหมือนกำลังถูกเทสต์

“คิดออกแล้ว”
ตาเธอเป็นประกายพร้อมกับรอยยิ้ม

“6-15-35-77 แล้วก็ 133″
เธอส่ายหน้า ทำให้ใบไม้นั้นหล่นลงพื้นอย่างช้าๆ นิ้วของเธอจิ้มที่แว่น พร้อมถอนหายใจ แล้วพูดว่า
“ลองคิดดูใหม่”

“อ๋อ ใช่ๆ 11 x 13 ได้ 143 ไม่ใช่ 133″

แล้วเธอก็ร่ายต่อ
“6-2-8-2-10-18″
คราวนี้มา 6 ตัวเลย
ตัวเลข 18 ทำให้ฉันงง เพราะมันน่าจะเป็น 2 แสดงว่ามันจะต้องเป็นรูปแบบอื่น แล้วฉันก็สังเกต ว่า ตัวเลขทั้งหมดเป็นเลขคู่

“ตัวเลขต่อไป คือ 4—12—10—6 นี่มันคำถามลวงใช่ไหม” เด็กชายตอบ

“เธอเข้าใจมันแล้วใช่ไหม?” เด็กหญิงถาม
แล้วเธอก็เดินเข้ามาใกล้ ยิ่นมือมา ฉันยื่นมือไป ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไร แต่มือนุ่มๆ และอบอุ่น ของเธอก็อยู่ในมือของฉันแล้ว

“ฉันชื่อ Miruka ยินดีที่ได้รู้จัก”

——————

คุณลองนึกภาพว่า นี่คือ หนังสืออ่านนอกเวลา หรือ ครูตัดเอามาทำเป็นบทละคร ให้นักเรียนชาย-หญิง ออกมาจีบกันเป็นภาษาคณิตศาสตร์

นักเรียนคงตั้งหน้า ตั้งตารอ เรียนคราวหน้า หรือไม่งั้นก็คงจะจีบกัน หรืองอนกันเพราะฝ่ายหญิงส่งอนุกรมมาแล้ว ฝ่ายชายไปไม่ถูกว่า เลขอันดับต่อไปของอนุกรมในใจเธอ คืออะไร

ใครอยากอ่านต่อ พร้อมกับเฉลยว่า อนุกรมสุดท้ายที่ทำให้ทั้งสองรู้จักกันคืออะไร

ต้องไปที่นี่ http://bentobooks.wpengine.com/wp-content/uploads/2011/10/Math-Girls-Sample.pdf มีตัวอยางให้อ่าน 2 บท

เป็นเวลานับร้อยปีแล้วกระมัง ที่เมืองไทยเราสอน เรื่องความน่าจะเป็นด้วยลูกเต๋ามาตลอด นี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประชากรชาวไทยติดการพนัน ผมเห็นภาพนี้จากหนังสือ The Math Book: From Pythagoras to the 57th Dimension, 250 Milestones in the History of Mathematics by Clifford A. Pickover ทำให้ผมเริ่มเชื่ออย่างหนักแน่นว่า เพราะเราสอนด้วยลูกเต๋า ไพ่ ลูกบอล ความคิดเด็กจึงไม่มีอะไรเป็นแก่นสาร

รูปนี้แสดงให้เราเห็นว่า เมื่อมีการเล่นเกมส์โดยที่แต่ละช่องตารางสามารถเริ่มด้วย X หรือ O แล้วตรางถัดช่องจะเป็นอย่างไร
จะมีลักษณะการวาง X-O ในแต่ละช่องได้กี่รูปแบบ
รูปแบบที่ชนะได้มีกี่รูปแบบ ไม่ว่า X ชนะ หรือ O ชนะ
รูปแบบที่จะนำพาไปสู่ชัยชนะ มีเส้นทางอย่างไร
ลองให้เด็กทำมาเป็นรายงาน เราจะได้ฉลาดขึ้นกัน

มาต่อกันอีก (อาจจะอีกหลายตอน)

เขาว่าให้ใช้ The กับสิ่งเดียวในโลก เช่น The Sun, The moon, The Chinese Great Wall

ใช้ The ร่วมกับ of เช่น
There is a car stopped in the middle of the road.
She is at the top of her class.
They like to be the center of attention.
The police are determined to get to the bottom of the mystery

ใช้ The นำหน้าสัญชาติ เพื่อกล่าวถึงประชากรของประเทศนั้น เช่น
The French are famous for their fine wines.
The Irish are known as poets and songwriters.

ข้อสังเกตุ เมื่อกล่าวถึงประชากรของประเทศ ซึ่งเป็นพหูพจน์ ดังนั้นกริยาที่ตามท้ายก็จะสอดคล้องกันไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ชื่อสัญชาติไม่ได้ลงท้ายด้วย ch, s, sh หรือ z ก็จะต้องเติม s ต่อท้ายชื่อนั้น และมักจะไม่ใช้ The นำหน้า เช่น
Argentinians like to eat beef.
Canadians have a tradition of playing hockey.

ใช้ The นำหน้า adjective เพื่อบ่งบอกถึงกลุ่มคน (พหูพจน์) เช่น
The blind attend special schools.
The poor do not own their own homes.
The rich often married for money.

โดยทั่วไป เราจะใช้ a, an, the กับชื่อคน หรือตำแหน่ง (และคำนำหน้าชื่อ) ที่นำหน้าชื่อคน (ที่เป็นเอกพจน์) เช่น
Washington was the first president of the United States.
Jack and Eleanor saw the movie.
Doctor Defoe has a good reputation.
Mr. Carpenter is a friend of ours.

แต่หากกล่าวถึงเป็นพหูพจน์ เช่น เป็นกลุ่ม หรือครอบครัว จะใช้ The นำหน้า เช่น
The Smiths live in that house.
I have known the Harrisons for years.

ใช้ The กับชื่อสถานที่ เช่น แม่น้ำ คลอง ทะเล มหาสมุทร ทะเลทราย  เป็นต้น
the Panama Canal
the Mojave Desert
the Atlantic Ocean
the St. Lawrence River
the Beaufort Sea

รวมทั้งชื่อสถานที่ที่เป็นพหูพจน์ เช่น เกาะ ภูเขา ประเทศ เป็นต้น
the United States
the British Isles
the Great Lakes
the Rocky Mountains

ชื่อสถานที่มีคำ of อยู่ด้วย เช่น
the Gulf of Mexico
the Cape of Good Hope
the Bay of Biscay
the Isle of Wight

ส่วนชื่อสถานที่อื่นๆ ก็มักจะไม่มีอะไรนำหน้า เช่น
ทะเลสาบ – Lake Superior
เกาะ – Manhattan Island
ภูเขา – Mount Rainier
สวนหรืออุทธยาน – Yosemite National Park
ถนน – Main Street
เมือง – Boston
จังหวัด – Nova Scotia
รัฐ – Kansas
ประเทศ – Canada

ใช้ a, an กับอาชีพ เช่น
She is an artist.
He is a student.

แต่หากเป็นพหูพจน์ ก็ไม่ต้องมี article นำหน้าเลย เช่น
They are doctors.
My friends are electricians.

ใช้ a, an ในความหมายแทน per หรือ ต่อ เช่น
once a week (1 ครั้งต่อสัปดาห์)
two dollars a dozen
four times a year

Nouns บางอย่างอยู่ในรูป พหูพจน์เสมอ เช่น jeans, pajamas, pliers, scissors เป็นต้น หากอยู่ในรูปพหูพจน์ แต่หากทำให้เป็นเอกพจน์ ด้วย pair of ก็จะมี a, an นำหน้าได้ เช่่น a pair of jeans, a pair of pajamas เป็นต้น

เมื่อกล่าวถึงนามที่นับไม่ได้ แบบทั่วไป ไม่เฉพาะเจาะจง ก็จะไม่ต้องใส่อะไรนำหน้านามนั้น เช่น
Information is often valuable.
Butter is fattening.
Courage and honesty are admirable qualities.
Sunlight and water are usually required for plants to grow.

แต่ก็มีกรณีที่ผู้เขียนสื่อความหมายชัดเจน ทำให้เข้าใจได้ว่า นามที่นับไม่ได้ที่กล่าวถึงนั้น มีความเฉพาะเจาะจงขึ้น เช่น
The weather is fine. (เมื่อเขากำลังพูดถึงสภาพอากาศแถวนั้น)
The butter is hard. (เนยที่กำลังจะกิน)
The music is too loud. (ดนตรีที่เล่นอยู่ใกล้ๆ ที่เขาสามารถได้ยิน)

Noun บางคำ ที่เป็นสถานที่ซึ่งเราจะไปทำกิจกรรมเฉพาะกับสถานที่นั้น ก็จะไม่ใส่ article นำหน้า เช่น bed, home, sea, church, hospital, town, college, prison, university, court, school เป็นต้น

ตัวอย่างเช่น go to bed, stay in bed, go to school

นามอย่าง television และชื่อมื้ออาหาร อย่าง breakfast, lunch, dinner และ supper นี่ก็ไม่มี article นำ เช่น
They are watching television.
We are eating breakfast.

โอ๊ย เริ่มปวดหัวหรือยัง? พอแค่นี้ ดีกว่า ใครอยากรู้เรื่องมากกว่านี้ ไปหาอ่านได้ไม่ยากครับ

พอมีเวลานิดส์นึง เขียนสั้นๆ เกี่ยวกับการใช้ the เสียหน่อย

คงทราบกันดีอยู่แล้วว่า เราใช้ the เมื่อต้องการชี้เฉพาะเจาะจง เมื่อเทียบกับ a/an ที่ไม่เฉพาะเจาะจง ตัวอย่างเช่น

  • I have found the book that I lost.  กรณีนี้จะสังเกตุเห็นว่ามีการขยายความว่าหนังสือเล่มไหน ก็เล่มที่เคยทำหายไปไง
  • Have you locked the car? อันนี้คุ้นๆ จัง เหมือนตอนภรรยาถามสามี นี่เธอล็อกรถหรือยัง มันจะเป็นรถคันไหนไปได้ ก็ต้องรถที่ใช้อยู่น่ะซิ
  • Please switch off the TV when you finish. นี่แสดงว่ากำลังดูทีวีอยู่ ดังนั้นคนพูดเขาหมายถึงทีวีเครื่องที่กำลังเปิดดูน่ะซิ

สมมุติเราเดินเข้าไปในร้านเครื่องเขียน แล้วบอกคนขายว่า I want to buy a pen. นั่นก็เพราะเราไม่ได้เฉพาะเจาะจง รู้แต่ว่ามาซื้อปากกาสักด้าม

แต่ในอีกสถานการณ์หนึ่ง พ่อให้ลูกไปหยิบปากกาของพ่อที่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน พ่อเห็นไปนาน เลยตะโกนถามว่า Have you found the pen? เพราะพ่อกำลังหมายถึงปากกาที่ให้ไปเอามา

นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่เห็นเขาใช้ a, an, the ได้ดี

A man and a woman were walking in Oxford Street. The woman saw a dress that she liked in a shop. She asked the man if he could buy the dress for her. He said: “Do you think the shop will accept a cheque? I don’t have a credit card.”

ผมเขียนมาก็หลายกระทู้ มีทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ยังไม่ได้เขียนเรื่องภาษาอังกฤษเป็นจริงเป็นจังเสียที มีแต่เขียนเรื่องให้เฉียดไปเฉียดมา วันนี้เลยตั้งใจ ลองชิมลางสักเรื่อง หาก response ดีมีต่อแน่

เริ่มกันตั้งแต่เรื่องที่คิดว่าน่าจะง่ายที่สุด แต่พอเอาเข้าจริงๆ ไม่ง่ายเลย คือ หลักไวยกรณ์ เกี่ยวกับ article ซึ่งก็มี a, an และ the

ผมคงไม่ย้อนไปเล่าว่าหลักพื้นฐานเป็นอย่างไร แต่ลองดูประเด็นที่แปลกขึ้นมาหน่อย เช่น

horse, hour, hero, honor, union, university, universe, open door, ugly girl, Euro

อยากถามว่า คำนาม คำไหนบ้างที่ต้องใช้ a, คำไหนต้องใช้ an ?

นักเรียนหลายคน ยังอาจได้รับการสอนมาผิดๆ ว่า ใช้ an กับคำนามที่ขึ้นต้นด้วยสระ คือ a, e, i, o, u แต่ในความเป็นจริงแล้ว เขาดูว่า ออกเสียงเป็นสระหรือเปล่าต่างหาก

ดังนั้น คำว่า hour, honor ต้องใช้ an (ส่วนใหญ่จะรู้กันบ้างแล้ว) เพราะ ไม่ได้ออกเสียงของตัว h แต่ออกเสียงสระ

ส่วนกรณีของ open door และ ugly girl มีคำมาขยาย ที่ออกเสียงสระ ก็ใช้ an เช่นกัน

ที่เหลือทำไมไม่ใช้ an เช่น union, university, universe, Euro ก็เพราะออกเสียงเป็นพยัญชนะ คือ ย โดยออกเสียงเป็น ยู

น่าจะช่วยให้กระจ่างขึ้นมาได้มากขึ้นนะครับ แต่ผมก็ยังมีอีกตัวอย่างหนึ่งให้ได้คิดดูครับ

FBI agent ต้องใช้ a หรือ an?
ให้เวลาคิดนิดหนึ่ง……..

คำตอบ คือ ใช้ an
ไหงเป็นงั้น?

ลองออกเสียงดูซิ เอฟบีไอ เราไม่ได้ออกเสียง ฟ เลยนะ แต่เราออกเสียงสระ เอะ เลยต้องใช้
an FBI agent

ยังไม่จบแค่นี้ เฉพาะวันนี้ เขียนได้เท่านี้ก่อนก็แล้วกันครับ งานตรึม…. เสร็จงานแล้วจะกลับมาต่อ
ขอ comment หน่อยก็แล้วกันนะครับ

พ่อแม่หลายคน ยอมรับว่าปัญหา “การสั่งงาน และการทำงานส่งแบบ Copy and Paste” เป็นปัญหาหนึ่งที่ทำให้ลูกของตนไม่ได้รับความรู้ ทั้งๆ ที่ควรจะได้มากเลย แต่การจะแก้ปัญหานี้ควรจะทำอย่างไรล่ะ ส่วนใหญ่ผมได้ยินแต่คำบ่น แต่ไม่ได้ยินคำตอบ

เริ่มแรกเลย อยากขอเสียงจากพวกเราก่อนว่า เห็นด้วยไหมว่า อินเตอร์เน็ตเป็นแหล่งข้อมูลที่มีประโยชน์ สามารถนำมาใช้ในการเรียนได้ (ผมเดาได้เลยว่า จะมีคนคิดทันทีว่า ต้องระวังเรื่องเว็บไม่เหมาะสม บางทีข้อมูลในเว็บก็ไม่ถูกต้อง เป็นต้น ประเด็นแบบนี้ เป็นประเด็นเดิมๆ แถมยังเป็นประเด็นที่มักจะทำให้วงสนานาหยุดการคิด เพราะมัวแต่กังวลเรื่องพวกนี้ ซึ่งบางประเด็นแก้ได้บ้าง เช่น หากใช้ google ในการ search เราสามารถให้ google กรองเว็บไม่เหมาะสมได้ หรือติดตั้งโปรแกรมช่วยกรอง เป็นต้น แต่เว็บพวกนี้มันก็มีความพยายามที่จะหาวิธีที่จะหลุดลอดจากโปรแกรมกรองเหล่านี้ออกมา

แต่หากให้เลือก ผมก็ยังเลือกว่าจะใช้อินเตอร์เน็ตกับการศึกษาของลูกอยู่ดี เพราะผมเชื่อว่า ประเด็นปัญหาพวกนั้นป้องกันได้หลายทาง และโอกาสที่จะเกิดความเสียหายน้อยกว่าโอกาสที่จะเกิดประโยชน์มาก ชั่งน้ำหนักดูแล้วคุ้ม

ที่ต้องถามก่อน ก็เพราะผมเบื่อคนที่ชอบยกประเด็นปัญหาเดิมๆ จนทำให้เราไม่สามารถก้าวพ้นไปสู่ความก้าวหน้าในการแก้ปัญหา โดยเมื่อเราเห็นด้วย คำถามที่เราจะถามกันต่อ ก็จะเป็นคำถามใหม่ว่า “เราจะต้องทำอย่างไร จึงจะแก้ปัญหา Copy and Paste ได้”

ทีนี้ขอย้อนกลับมาที่แนวคิดเบื้องต้นของการศึกษาก่อนว่า การที่นักเรียนจะเรียนรู้ได้นั้น กระบวนการหรือขั้นตอนมันเป็นอย่างไร

เริ่มแรก ครูอาจเป็นผู้สอนนักเรียน หรือให้นักเรียนไปสืบค้นข้อมูลเอง ซึ่งประเด็นปัญหาเริ่มต้นตรงนี้แหล่ะ (แต่มันไม่ได้มีแค่ตรงนี้) คือ
- ครูที่ให้งาน ก็คิดว่า นี่เป็นวิธีการที่จะให้นักเรียนรู้จักค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง
- นักเรียนที่ไปค้นหาในอินเตอร์เน็ต พอค้นเจอ ก็ select copy paste print โดยคิดว่า นี่คือ กระบวนการเรียนรู้ที่ครูอยากให้เราทำ
- ผู้ปกครอง ก็มีหลายประเภท ทั้งแบบที่ไม่สนใจ แบบที่ลงมือช่วยลูก กับแบบที่สอนลูกว่าควรทำอย่างไร (แบบหลังมีน้อย)
- พอนักเรียนส่งงาน ครูตรวจแล้วให้คะแนน ทุกอย่างที่เราคิดว่าจะกลายเป็นความรู้ มันกลายเป็นขยะ เก็บไว้ในตู้ หรือลิ้นชัก และปลายเทอมก็ขนไปทิ้ง

ดังนั้น การปรับเปลี่ยนเพื่อแก้ปัญหา จึงต้องคิดทำแบบใหม่ ต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง นำแนวคิดของการเรียนรู้ในยุคใหม่มาใช้

โดยเริ่มหลังจากที่ครูสั่งงาน แล้วเด็กไปค้นข้อมูลมา แทนที่จะพิมพ์เป็นรายงานส่งครู แล้วจบ เรามาทำขั้นตอนใหม่ คือ
“รวมหัวกันหาข้อมูล แล้วมาแบ่งปันดีกว่า”

หากเทียบกับแบบเก่า เมื่อนักเรียนคนหนึ่งหาข้อมูลมา เขาก็รู้เฉพาะสิ่งที่เขาหามาได้ ดังนั้น ใครหามาได้น้อย ก็รู้น้อย ใครหามาเยอะ ก็รู้เยอะ โดยที่ครูก็ไม่ได้เอาความรู้ที่ได้มาเยอะๆ จากนักเรียนทุกคนมารวม แล้วแบ่งปันกลับไปให้นักเรียนทุกคนในห้อง (ไม่ซิ ไหนๆ ก็จะทำเพื่อทั้งห้องแล้ว ทำไมไม่ทำให้ทุกคนในชั้นปีเดียวกันแชร์ข้อมูลกันได้ไปเลยล่ะ หรือแบ่งปันไปต่างโรงเรียนได้รับรู้)

หลายคนอาจคิดว่า ผมเพ้อฝัน จะทำได้อย่างไร ก็ลองคิดดูก่อนซิว่า ถ้าเป็นคุณ คุณคิดว่าจะทำได้อย่างไร

ในแนวทางที่ผมคิดไว้ ก็เช่น

  • การใช้ mindmap เพื่อรวบรวมข้อมูลจากหลายคน
  • การตั้ง Group ใน Facebook แล้วแต่ละคนใส่ข้อมูลแทน comment
  • การใช้ Blog ทำแบบเดียวกับ facebook
  • การใช้ google docs เพื่อใส่ข้อมูลลงในไฟล์เดียวกัน
  • ใช้ Wikipedia

จะเห็นว่า มีหลายไอเดีย ส่วนใหญ่จะอาศัยเครื่องมืออย่าง social media ในการเรียนร่วมกันทั้งสิ้น แต่หากจะให้ได้ผลดี มีสิ่งที่ต้องตกลงกันก่อน ไม่เช่นนั้น ปัญหาต่อไปนี้จะเกิดขึ้น

  • นักเรียนแต่ละคนจะ copy เนื้อหาทั้งหมดมาวาง เพราะแค่กดปุ่ม 3 ครั้ง คือ Ctrl-A, Ctrl-C, Ctrl-V
  • เนื้อหาจะซ้ำกันมากน้อย ยากต่อการรวบรวม เพราะไม่มีการสกรีนก่อน

 

ดังนั้น กติกา และวิธีการเพิ่มเติมที่ต้องระบุ คือ

  • ให้นักเรียนแตกข้อมูลที่ copy มาทั้งดุ้นนั้น ให้เป็นชิ้นสาระเล็กๆ เพื่อให้ง่ายต่อการเช็คข้อมูลซ้ำซ้อน ง่ายต่อการจัดหมวดหมู่และลำดับ สิ่งที่นักเรียนจะได้จากขั้นตอนนี้ คือ การสกัดเอาสาระสำคัญออกมาเป็นประเด็นๆ ครูที่เก่งจะเห็นความสามารถของนักเรียน จากชิ้นสาระเหล่านี้ได้
  • เริ่มนำชิ้นสาระมาขึ้น mindmap หรือเครื่องมืออื่นๆ จัดข้อมูลต่างๆ เข้าเป็นกลุ่ม ซึ่งเครื่องมือที่จะช่วยทำได้สะดวก เห็นจะเป็น mindmap บน computer ที่เราสามารถลากเพื่อโยกย้ายโหนดได้สะดวก
  • ครูและนักเรียนพิจารณาข้อมูลที่จัดระเบียบเรียบร้อยแล้ว ดูว่า มีอะไรที่ยังขาดไป ควรหาข้อมูลอะไรมาเสริม มีข้อมูลอะไรที่ขัดแย้งกัน (ข้อมูลไหนถูก)
  • ทั้ง 2 ฝ่ายเริ่มกระบวนการเรียนรู้จากข้อมูลทั้งหมดว่ามีอะไรไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง ถึงตรงนี้ครูต้องยอมรับว่า บทบาทของครูไม่ใช่คนที่สอน คนที่รู้ทุกอย่าง อะไรที่ไม่รู้ ก็ว่าไม่รู้ แล้วไปทำเป็นการบ้านต่อ เช่น ถามคนที่รู้ ถาม ผปค เก่งๆ
  • หากลไกที่จะทำให้เกิดความร่วมมือกันได้สะดวกในแต่ละขั้นตอน, กลไกที่จะลดความขัดแย้งทางความคิด เช่น ในตัวอย่าง ผมแนะนำให้ใช้ mindmap บนคอมพ์ แต่ครูใช้ไม่เป็น (ข้อแก้ตัวคลาสิค ทีเด็กทำไม่ได้ยังถูกด่า ครูทำไม่ได้ ไม่เห็นไปขวนขวายหาความรู้) เราให้เด็กในชั้นช่วย เพราะข้อดีของเด็ก คือ เรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีได้ไว

กระบวนการต่อยอดทางความรู้
หากครูให้นักเรียนทุกห้องทำเรื่องเดียวกัน โอกาสที่จะได้ความรู้ซ้ำๆ กันมีสูงมาก แล้วนักเรียนจะได้ประโยชน์อะไรจากการรวบรวมและแบ่งปันความรู้แบบนี้ แต่ครั้นให้นักเรียแต่ละห้องไปหาความรู้กันมาคนละด้าน เพื่อหวังว่าจะนำของทุกห้องมาประกอบกันได้ การแบ่งห้อง Gifted ห้องเด็กอ่อน เด็กฝาก จะทำให้มั่นใจได้อย่างไรว่าเนื้อหาความรู้ที่ได้จากดีพอ เช่น ไม่มั่นใจว่าห้องเด็กเรียนอ่อนจะหาข้อมูลความรู้ดีๆ มาได้ หรือแม้แต่ห้อง Gifted จะแน่ใจได้อย่างไรว่า จะไม่หวงความรู้ หรือไม่อยากให้คนอื่นดีกว่าตน

การให้คะแนน
เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องเปลี่ยน ครูที่ทำงานเหมือนตำรวจ คือ ทำผิด ตำรวจจับ ทำมาไม่ดี ก็ได้คะแนนน้อย แทนที่จะคิดว่า ทำอย่างไร นักเรียนถึงจะเรียนได้ความรู้ โดยใช้คะแนนเป็น reward มากกว่าเป็น indicator

ตรงนี้ขอขยายความ เพราะ คนมักสับสน ที่บอกว่าเป็น indicator เพราะคะแนนที่ให้กับงาน ไม่เหมือนตอนสอบ ตอนสอบ เด็กทำถูกผิด มันเป็นตัววัดความเข้าใจหลังจากที่เรียนมา แต่คะแนนสำหรับงาน เราใช้มันเป็นตัวล่อ (reward) เพื่อให้เด็กมีพฤติกรรมในการเรียนรู้ในแบบที่เหมาะสม

อย่างกรณีแบบนี้ เราจะให้คะแนนนักเรียนอย่างไรดี เช่น นักเรียนที่หาข้อมูลดีๆ มาได้มาก ควรจะได้คะแนนมากใช่ไหม คะแนนจะได้เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมที่เราอยากให้เป็น เช่น นักเรียนก็จะ search อย่างเมามัน แล้วก็ copy มามากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้ได้คะแนนมาก โดยที่อาจจะไม่ได้อ่านหรือทำความเข้าใจกับสิ่งที่หามา หรือการที่เด็กลอกจากแหล่งข้อมูลเดียวกัน ซึ่งทำให้ข้อมูลรวมที่ได้ซ้ำกันมาก ไม่เป็นประโยชน์

เราก็อาจใช้วิธีแบ่งผลประโยชน์ของ Lotto ในอเมริกา คือ เงินรางวัลคงที่ หากคนซื้อเลขที่ถูกรางวัลหลายคน ตัวหารก็เยอะ ได้กันไปคนละนิด

วิธีการแบ่งคะแนนแบบนี้ ก็อาจจะทำให้พฤติกรรมต่างออกไป เช่น แทนที่ search จาก google ไว้เอาข้อมูลในอันดับแรกๆ ที่เจอเลย หรือการใช้เว็บยอดนิยมจาก Wiki ก็อาจทำให้เด็กรู้ว่า Wiki ทำให้ตนได้คะแนน แต่น้อย เพราะถูกแบ่งให้คนอื่น

ดังนั้นก็อาจดัดแปลงวิธีให้คะแนนให้ดีขึ้น เช่น หากมีคนเสนอชิ้นสาระนั้น 1 คน ก็เอาไป 1 คะแนน หากมีคนถัดมาเสนอสาระเดียวกัน ก็แบ่งครึ่ง แต่พอมีคนที่สามตามมาอีก คนที่สามแบ่งกับคนที่ 2 คนละครึ่ง โดยไม่กระทบคนที่ 1 นั่นทำให้การหาข้อมูลมาได้เร็ว ทำให้มีคะแนนสูงกกว่าคนอื่น ส่วนคนที่หามาช้ากว่าเพื่อนก็ต้องค่อยรับส่วนแบ่งที่น้อยลงเรื่อยๆ เป็นต้น

มาถึงตรงนี้ คุณจะคงจะเข้าใจแล้วว่า กระบวนการ copy and paste มันเป็นปัญหาเพราะ คนทำให้มันเป็นกระบวนการที่ทำแล้วจบ ทั้งๆ ที่มันเป็นแค่กระบวนการเริ่มต้นเท่านั้น และคุณจะเห็นว่า นักเรียน และครูของเราทำเป็นเพียงขั้นตอนนี้เท่านั้น ขั้นตอนถัดมาในการใช้เครื่องมือเพื่อรวบรวมและแบ่งปันความรู้นั้น แทบจะไม่มีเลย เพราะทำกันไม่เป็น ไม่เคยมีใครสอนให้ทำแบบที่ผมเสนอ

ไปๆ มาๆ วิชาคอมพิวเตอร์ แทนที่จะสอนเรื่องเวิร์ด เอ็กเซล โฟโต้ชอป 3D กราฟิก น่าจะหันมาสอนใช้ social media เพื่อการเรียนรู้จะเหมาะกว่า ซึ่งครูสอนคอมพ์ในบ้านเราก็ไม่ถนัดเรื่องเหล่านี้ด้วยเช่นกัน

ปัญหาอย่างหนึ่งที่เราจะพบได้เลยอย่างแน่นอนก็คือ
ครูยึดติดกับข้อมูลเก่าที่อาจล้าสมัย ในขณะที่ทุกวันนี้ ความรู้มีการอัพเดตตลอดเวลา มีอะไรใหม่ๆ รวมทั้งไปในแนวลึก แตกแขนงขอบเขตไปแนวกว้าง ทำให้ครูมีความรู้ไม่เพียงพอที่จะสอนเสียแล้ว สิ่งนี้ส่งผลให้ครูที่ยังมีทัศนคติแบบเดิมๆ ว่า ครูคือคนสอน ต้องมีความรู้มากกว่านักเรียน กลายเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ครูจำเป็นต้องมีผู้ชำนาญการมาคอยช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็น อจ จากมหาวิทยาลัย ผู้ปกครองที่ทำงานในสายงานที่มีความรู้เฉพาะในเชิงลึก

ซึ่งการจะมีคนมาช่วยก็ต้องเปลี่ยนทัศนคติของครูที่มักจะมอง ผปค ว่าเป็นเพียงพ่อแม่นักเรียนเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ครูต้องสอนเด็กด้วยว่า ข้อมูลนั้นมาจากไหน ระบุแหล่งที่มาด้วย เพื่อจะได้ย้อนกลับไปดูได้ รวมทั้งประเมินคุณภาพของข้อมูล

โดยสรุปแล้ว บอกได้เลยว่า การแก้ปัญหา ไม่ซิ ผมต้องพูดว่า เรากำลังจะหาวิธีการเรียนรู้ที่ดีกว่าเดิมมากกว่า (การ copy and paste มันเป็นขั้นตอนหนึ่งในการเรียนรู้) ซึ่งเราต้องคิดและออกแบบขั้นตอนต่อไปให้เหมาะสมต่างหาก

ถ้าบอกว่า วิธีการของผมยุ่งยาก ซับซ้อนจัง ก็ต้องถามกลับว่า แล้วมีไอเดียอะไรมาเสนอไหมล่ะ

ผมอยากจะจัดเสวนา หรือสนทนา กับครู และใครก็ได้ที่สนใจจะแก้ปัญหานี้สักตั้ง ผมว่า เรามีทางออกแน่!

เรื่องที่ 94 นี้ มาจากไอเดียของกระทรวงศึกษา เรื่องของการตัดงบห้องสมุด เพราะแจกแท็บเลตแล้ว กลายเป็นประเด็นที่ใครได้ยินได้ฟังมาแล้ว ก็ “ด่า” ว่าใช้อะไรคิด คิดออกมาได้ไง

นั่นซิ!

อย่างไรก็ตาม ประเด็นของผมวันนี้ ไม่ได้จะมาถก เรื่องนโยบายรัฐบาล แต่เรื่องนี้มันจุดประเด็นที่น่าคิดเกี่ยวกับบทบาทของห้องสมุดขึ้นมาทันทีว่า ในขณะที่ใครๆ บ่นด่าเรื่องการศึกษาของบ้านเรากันให้ขรม แต่ห้องสมุดซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่มีส่วนในด้านการศึกษา กลับทำนิ่งเฉย หรือกระดุก กระดิกน้อยมาก ไม่เชื่อลองดูซิว่า ห้องสมุดมีพัฒนาการอะไรบ้างนับตั้งแต่มีอินเตอร็เน็ตเข้ามา

ก่อนจะมีอินเตอร์เน็ต เราจะต้องไปห้องสมุดเพื่อค้นคว้า แต่พอมีอินเตอร์เน็ตและ google ห้องสมุดก็แพ้อย่างไม่เป็นท่า ห้องสมุดคงไม่สามารถจะเป็นคู่แข่งกับอินเตอร์เน็ตได้เลย เพราะอินเตอร์เน็ต ทั้งเยอะกว่า อัพเดตกว่า ง่ายกว่า เร็วกว่า มีสีสรรมากกว่า

แล้วนั่นหมายความว่าจะล้มห้องสมุดหรือ?

ที่ประเทศจีน คนไปยืนรอเข้าห้องสมุดตั้งแต่ตี 5 ห้องสมุดเปิด 7 โมงเช้า พอห้องสมุดเปิด คนกรูกันเข้าไป แถมห้องสมุดยังปิด สามทุ่ม ประเทศเพื่อนบ้านใกล้บ้านเราล่ะ สถานะของห้องสมุดเขาเป็นอย่างไร คุณเดาออกกันไหม ไม่มีที่ไหนเหมือนห้องสมุดบ้านเราหรอก

แม้ว่าจะมี หลายๆ เสียงไม่เห็นด้วยกับไอเดียตัดงบนี้เลย แต่ผมขอบคุณ รมต คนนี้ที่ทำให้ผมได้ประเด็นดีๆ (แต่ตัว รมต คิดได้หรือเปล่า ผมก็ไม่ทราบนะ) ผมเห็นว่า ห้องสมุดน่าจะต้องทบทวนบทบาทของตนเองบ้างแล้ว ไม่ใช่พวกเราออกเสียงปกป้อง แต่ห้องสมุดไม่มีการปรับเปลี่ยนเลย

คำถามสำคัญ คือ ห้องสมุดจะปรับตัวอย่างไร

หากนักเรียนในฐานะผู้มาใช้บริการที่ห้องสมุด ไม่ได้มาค้นคว้าแล้ว เขาจะมาทำอะไรที่นี่กัน หากเปรียบเทียบกับธุรกิจ เราจะเห็นว่า ธุรกิจบริการหลายๆ อย่างเริ่มเปลี่ยน position ตัวเอง จากการเป็นจุดบริการมาเป็น community แล้ว สำหรับห้องสมุด หากคิดว่า ตัวเองเพียงแค่ให้บริการยืมคืนหนังสือเท่านั้นเพียงพอไหม หรือควรจะปรับตัวให้กลายเป็น community เป็น Third place ซึ่งหลายๆ ประเทศก็มีตัวอย่างให้เห็นแล้วว่า ห้องสมุดมีชีิวิตนั้นเป็นอย่างไร

การทำกิจกรรมเพื่อให้คนสนใจอ่านหนังสือมาขึ้น ก็จำเป็นต้องใช้งบ ห้องสมุดก็ควรหันกลับมาดูได้แล้วว่า หนังสือที่เคยซื้อเข้ามานะ ซื้อมาเกินหรือเปล่า ซื้อมามีใครอ่านหรือเปล่า ตัดสินใจซื้อผิดหรือเปล่า ข้อมูลจากระบบห้องสมุดเคยเอามาดูไหม? งบซื้อหนังสือบางอย่างอาจถูกปรับ แต่งบทำกิจกรรมอาจเพิ่ม ถ้ามีอะไรไปเสนอ

หากเทียบกับธุรกิจ คนที่เข้ามาห้องสมุด มายืมหนังสือเป็นประจำ เหมือนเป็นลูกค้าประจำ นี่เป็นคนที่ต้องรักษาเอาไว้ แต่คุณว่ามีห้องสมุดสักกี่แห่งที่รู้ว่าใครยืมหนังสือมากน้อย

ส่วนกลุ่มคนอ่านใหม่ๆ นั้น ควรจะใช้กิจกรรมอย่างหนึ่ง ที่น่าทำในห้องสมุด ซึ่งก็คือ โครงการรักการอ่าน ซึ่งแทนที่จะให้นักเรียนไปหาหนังสือเอง ห้องสมุดมีหนังสือดีๆ ทำไมไม่แนะนำนักเรียน แล้วเราก็เก็บเกี่ยวผลลัพธ์จากโครงการรักการอ่าน กลับมาใช้ประโยชน์ด้วย เช่น

ทุกวันนี้ เวลามีหนังสือน่าสนใจ ห้องสมุดทำอย่างไร ส่วนใหญ่ติดบอร์ดไว้ในห้องสมุด ทั้งๆ ที่กลุ่มเป้าหมายอย่างนักเรียน มี facebook กันเป็นส่วนใหญ่ ทำไมไม่ไปหาเขาใน FB สร้าง fan page ให้เขามากด Like เอาหนังสือใหม่ไปแนะนำ เอาโครงการรักการอ่านไปอัพเดต หรือมีโปรโมชัน ใครมากด like ได้หนังสือฟรี เป็นต้น

  • ลองนึกภาพว่า facebook ของห้องสมุดมี VDO ให้เด็กพูดถึงหนังสือจากห้องสมุดที่ตนเองยืมไปอ่าน
  • ลองนึกภาพ facebook ห้องสมุดที่มีสรุปเนื้อหาหนังสือแต่ละเล่มสะสมไว้ เป็นพันๆ เล่ม (รู้ไหมว่า นักเรียนแต่ละคนต้องทำ รักการอ่าน 40 เรื่อง โรงเรียนหนึ่งมีนักเรียนกี่คน ตัวเลขรวมระดับพันหรือหมื่น ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้)

ผมยกตัวอย่างไอเดียให้ดูเพียงบางส่วน โดยการนำ social media และแนวคิดแบบเว็บ 2.0 มาใช้ เพราะนี่เป็นทางที่ควรจะไป ไม่เพียงเรื่องของห้องสมุด แต่รวมไปถึงเรื่องการศึกษาด้วย

ปล. ลืมบอกไปว่า อย่าไปตัดงบห้องสมุดเล็กๆ เลย แค่นี้ก็ไม่พออยู่แล้ว แต่หาทาง manage resource พวกหนังสือ และสื่อการเรียนให้ดี เพราะผมเคยเห็นโรงเรียนต่างจังหวัดแห่งหนึ่ง ที่ใช้อีเมล์ และเว็บในการขอความช่วยเหลือ ปรากฎว่า น้ำใจคนไทยเหลือจนล้น forward อีเมล์ วนกันหลายรอบ จนโรงเรียนนั้นได้หนังสือมากมายเกินห้องเสียอีก จนต้องแบ่งไปโรงเรียนใกล้เคียง ผมจึงเห็นว่า การมีระบบจัดการความต้องการ และคนที่ต้องการช่วยเหลือให้ได้เจอกันแบบพอดี น่าจะดีกว่า แบบที่ไม่มีการจัดการอย่างในปัจจุบัน (อ้าว รมต มาเอาไอเดียไป)

Tag Cloud

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 25 other followers